ยุคปัจจุบันนี้ การตลาดออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ เช่น สื่อโซเซียลมีเดีย และ แอ็ปปลิเคชั่นต่าง ๆ กำลังมาแรง การกู้เงินออนไลน์ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้กู้สามารถทำรายการด้วยตนเอง ผ่านโทรศัพท์มือถือ กรอกข้อมูลต่างๆ เพื่อขอกู้ ได้ด้วยตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสะดวก สบาย เป็นอย่างมาก แต่ในความสะดวก สบายเหล่านี้ เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพ มาอาศัย หลอกลวง ผู้คน ในโลกออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ได้เช่นกัน

แอ็บปลิชั่น บนโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับเงินกู้ออนไลน์ จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีทั้งแอ็ปเงินกู้ ที่ถูกกฎหมาย และ แอ็บเงินกู้ที่เป็นมิจฉาชีพ หากผู้ใช้บริการ ไม่มีความรู้และประสบการณ์ จะไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่า แอ็ปไหนถูกกฎหมาย หรือผิดกฎหมาย

ปัจจุบันนี้ในช่วง การระบาด ของเชื้อไวรัส โควิด 19 กระผม ได้รับโทรศัพท์จากผู้เสียหาย โทรมาปรึกษา เรื่อง ถูกแอ็ปเงินกู้หลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียม เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ ผู้เสียหาย จะเห็นโฆษณา ในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟสบุ้ค ไลน์ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น โดยเป็นข้อความชักชวน ให้เกิดความสนใจ เช่น เงินกู้ออนไลน์ ไม่ต้องใช้คนค้ำ ไม่เช็คแบล็คลิส ให้วงเงินสูง ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่อยู่ในช่วงความเดือดร้อน ยากลำบาก จากสภาวะเศรษฐกิจ จำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน เมื่อเห็นข้อความ จึงเกิดความสนใจแล้วกดลิงค์ เมื่อเข้าไปจะเป็นลิงค์ดาวน์โหลดแอ็ปเงินกู้ เมื่อดาวน์โหลดลงเครื่องโทรศัพท์แล้ว จะต้องเปิดการอนุญาตให้แอ็ปปลิเคชั่น สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่องโทรศัพท์ของผู้เสียหายได้ ซึ่งหากผู้เสียหายประสงค์จะทำการกู้เงิน จะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว แนบรูปถ่าย แนบบัตรประชาชน แนบข้อมูลรายได้ แล้ว ส่งข้อมูลยืนยันตัวตน ผ่านแอ็ปปลิเคชั่น ซึ่งผู้เสียหาย ก็หวังว่าจะได้รับอนุมัติวงเงิน ตามที่ขอกู้ แต่ปรากฏว่า ทางแอ็ปเงินกู้ ได้แจ้งมาว่า ผู้เสียหายที่ขอกู้ต้องโอนค่าธรรมเนียมให้ทางบริษัทก่อน โดยอ้างว่า ผู้ขอกู้เป็นรายใหม่ ยังไม่เคยกู้ ต้องสร้างเครดิตให้ตนเองก่อน บ้าง หรือ บางรายอ้างว่า เป็นค่าธรรมเนียมวงเงินกู้บ้าง ซึ่งแล้วแต่แอ็ปปลิเคชั่น จะกำหนด ขึ้นมา บางรายให้โอน หลักพัน บางรายโอนหลักหมื่น บางรายโอนหลักแสน ซึ่งเมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปแล้ว ทางแอ็ปจะทำเหมือนว่า ยอดเงินกู้ได้ถูกอนุมัติเข้าในบัญชีของผู้เสียหายแล้ว แล้ว ให้ผู้เสียหายลองกดเข้าไปถอนเงินดู เมื่อผู้เสียหายเข้าแอ็ป ปรากฏว่าไม่สามารถทำรายการถอนเงินได้ เมื่อผู้เสียหายสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ จะได้รับคำตอบ ว่า ผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิด บริษัท จำเป็นต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการแก้ไขข้อมูล ซึ่ง บางรายเรียกเก็บสูงถึง ร้อยละ 50 ของวงเงินกู้ เช่น กู้ 200,000 เรียกเก็บค่าแก้ไขข้อมูล 100,000 บาท อย่างนี้เป็นต้น ซึ่ง ผู้เสียหายเทียบทุกรายที่ได้ติดต่อมาจะเจอเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันแบบนี้ โดยผู้เสียหายจะรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงได้โทรปรึกษาทนาย

ความคิดเห็นของทนายเกี่ยวกับพฤติการณ์ข้างต้น เห็นว่า เป็นความสมัครใจเข้าทำสัญญาของทั้งสองฝ่าย ผู้เสียหายมีเจตนามุ่งประสงค์จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ที่เรียกว่า สัญญากู้เงินเงิน ส่วน แอ็ปเงินกู้ ก็มีความประสงค์ จะปล่อยเงินกู้ สัญญาออนไลน์ในรูปแบบ แอ็ปปลิเคชั่นเงินกู้ จึงใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อแอ็ปเงินกู้ เสนอ ให้ผู้เสียหาย โอนเงินให้ก่อนเพื่อเป็นค่าธรรมเนียม โดยบอกว่า หากโอนแล้ว จะได้รับเงินกู้ตามวงเงินที่ขอกู้ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินแล้ว ทางแอ็ป ยังแจ้งอีกว่า เงินได้ถูกอนุมัติเข้าในบัญชีของผู้เสียหายแล้ว แต่ ผู้เสียหายกรอกข้อมูลผิด ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการแก้ไขข้อมูล ก่อนจึงจะถอนเงินออกมาได้ แบบนี้ ตามหลักความศักดิ์สิทธิแห่งการแสดงเจตนา ผู้เสียหายโอนเงินค่าธรรมเนียม ด้วยประสงค์จะได้รับเงินกู้ ส่วนแอ็ปปลิเคชั่นเงินกู้ ก็สนองรับตามความประสงค์ โดยบอกว่า ถ้าผู้เสียหายโอนเงินค่าธรรมเนียม จะอนุมัติเงินกู้ทันที ซึ่งทนายตีความเจตนา ในส่วนนี้ ว่า เป็นลักษณะสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ยืมธรรมดา ซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา ให้แอ็ปเงินกู้ ส่งมอบเงินที่่ขอกู้ได้ เช่น ขอกู้ 1,000,000 บาท โอนค่าธรรมเนียมไป 100,000 บาท แต่แอ็ปบอกว่า ระบบขัดข้องถอนเงินไม่ได้ ต้องโอนเพิ่มอีก ร้อยละ 50 ของวงเงินกู้ แบบนี้ ผู้เสียหาย ฟ้องแอ็ปเงินกู้ให้ส่งมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท ได้ เพราะถือว่า เป็นความผิดของฝ่ายผู้ให้กู้ที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี แค่เพียงแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดยังต้องให้ลูกค้าของตนเองโอนเงินไปแก้ไขข้อมูลมากถึงร้อยละ 50 ของวงเงินกู้ ซึ่งมากเกินสมควร ไม่สมดุล จึงไม่อาจคิดเป็นอย่างอื่นได้ นอกเสียจาก เป็นความไม่สุจริตของแอ็บเงินกู้ การไม่ส่งมอบเงินกู้ตามสัญญาจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ขอกู้ ซึ่งเพื่อให้ทันต่อโลกในยุคปัจจุบัน เราต้องมาร่วมกันสร้างสรรค์แนวฎีกาใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งยังไม่เคยมีแนวคำพิพากษาตัดสินไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ส่วนคำถามที่ว่า แล้ว ผู้เสียหาย จะเป็นหนี้ แอ็บเงินกู้ไหม เห็นว่า ถ้าตราบใด ที่แอ็ปเงินกู้ยังไม่ส่งมอบเงิน ให้ผู้เสียหาย สัญญากู้ยืมเงินยังไม่สมบูรณ์ แอ็ปเงินกู้จะมาฟ้องบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินให้ผู้เสียหายต้องรับผิดมิได้ แต่ถ้าผู้เสียหายใช้สิทธิฟ้องบังคับให้ แอ็ปเงินกู้ส่งมอบเงิน ถ้าเขาส่งมอบตามที่ฟ้อง ผู้เสียหายก็จะเป็นหนี้ เกิดเป็นสัญญากู้ยืมเงิน ต่อไป

ส่วนคำถามที่ว่า จะแจ้งความ ดำเนินคดี ข้อหาฉ้อโกง เพื่อ ติดตามเอาเงินค่าธรรมเนียมที่โอนไปคืนได้หรือไม่ ทนายเห็นว่า เมื่อจุดเริ่มต้นเกิดจากความสมัครใจเข้าทำสัญญาที่เรียกว่า สัญญากู้ยืมเงิน การเสนอสนอง ซึ่งกันและกันดังกล่าว เป็นความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย อาจจะไม่เข้าข่ายความผิดอาญา แต่ทั้งนี้ ต้องดูพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งในแต่ละแอ็ปจะมีวิธีการดำเนินการไม่เหมือนกัน

หากท่านกำลังประสบปัญหา ต้องการบังคับใช้กฎหมาย สามารถติดต่อทนายความได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

รับว่าความทั่วประเทศ

Add Friend

Facebook Comments (แสดงความคิดเห็น)

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

error: Content is protected !!