คดีอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3089/2541 (ย่อสั้น)

การที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปท้าทายจำเลยโดยพูดเพียงว่า”มึงออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัวถ้าแน่จริง” แม้จำเลยไม่มีหน้าที่ จะต้องหลบหนีก็ตาม แต่หากจำเลยไม่สมัครใจที่จะวิวาท หรือต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยก็ชอบที่จะไม่ตอบโต้ หรือ ออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 แต่จำเลยกลับออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 โดยพกอาวุธปืนไปด้วย แสดงว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 และเข้าสู่ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงจำเลย ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะวิวาทกัน จำเลยไม่มีสิทธิ ใช้ไม้ตีผู้เสียหายทั้งสองและใช้ปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างเหตุป้องกันตามกฎหมาย ทั้งการที่ผู้เสียหายที่ 1มาเรียกจำเลยให้ออกไปชกต่อยกันตัวต่อตัว ไม่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 จำเลยใช้ไม้กลมยาวประมาณ 1 ศอก ตีที่ศีรษะ ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้มีรอยช้ำที่บริเวณท้ายทอยใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน เป็นการใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญ เป็นเหตุ ให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295

(ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 80, 288, 295, 297 และริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80, 295, 297 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี และความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 6 เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยได้ใช้ไม้ของกลางตีศีรษะนายดาหลา ผู้เสียหายที่ 1และนายมะปราง ผู้เสียหายที่ 2 และใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3 นัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.4และ จ.5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเป็นพยานเบิกความฟังประกอบกันว่าจำเลยกับผู้เสียหายที่ 1 และพวกเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อนและก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปยืนท้าทายจำเลยให้ออกมาต่อสู้กัน แต่จำเลยไม่ออกมา ในวันเกิดเหตุนายคราม ลัดลอยพี่จำเลยมาเรียกผู้เสียหายที่ 1 ให้ออกไปต่อสู้กัน โดยพูดว่า”มึงต้องมาเอากับกูนี่” เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินตามออกไปถึงหน้าบ้านมารดาจำเลยและพูดกับนายครามว่าเรื่องนี้ให้เลิกกันเสียที จำเลยซึ่งอยู่ในบ้านดังกล่าวก็ถือไม้ของกลางวิ่งออกมาตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 จนล้มลงแล้วใช้อาวุธปืนที่พกติดตัวมายิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3 นัด ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่จำเลยยืนอยู่หน้าบ้านจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ได้เดินมาที่หน้าบ้านดังกล่าวและพูดท้าทายจำเลย จำเลยจึงหยิบไม้ของกลางวิ่งออกไปตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 เมื่อผู้เสียหายที่ 2 วิ่งเข้ามาจะทำร้าย จำเลยจึงใช้ไม้นั้นตีศีรษะผู้เสียหายที่ 2 จนล้มลง ผู้เสียหายที่ 2เตะรวบเท้าจำเลยล้มลงบ้าง ผู้เสียหายที่ 1 ชักมีดซึ่งมีลักษณะคล้ายมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 1 คืบ ออกมาจะจ้วงแทงจำเลยจำเลยไม่สามารถหลบหลีกได้จึงใช้อาวุธปืนที่พกติดตัวมายิงผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3 นัด โดยมีนายครามเป็นพยานเบิกความสนับสนุน ดังนี้ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเคยทะเลาะวิวาทกับจำเลยมาก่อน และก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน ผู้เสียหายที่ 1ก็ได้ไปยืนหน้าบ้านมารดาจำเลยและท้าทายจำเลยให้ออกมาต่อสู้กันครั้งหนึ่งแล้วการที่ผู้เสียหายที่ 1 ไปยังบริเวณที่เกิดเหตุในวันเกิดเหตุอีก เชื่อว่าเป็นการไปท้าทายให้จำเลยออกมาต่อสู้กันตามทางนำสืบของจำเลยมากกว่า มิใช่ตามไปพูดกับนายครามเพื่อขอเลิกราต่อกันตามทางนำสืบของโจทก์ การที่ผู้เสียหายที่ 1ไปท้าทายจำเลยโดยพูดเพียงว่า “มึงออกมาต่อยกับกูตัวต่อตัวถ้าแน่จริง” ตามคำเบิกความของนายครามพยานจำเลยนั้น แม้จำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องหลบหนีก็ตาม แต่หากจำเลยไม่สมัครใจที่จะวิวาทหรือต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 จำเลยก็ชอบที่จะไม่ตอบโต้หรือออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 เพราะคำพูดดังกล่าวไม่ร้ายแรงอะไรแต่จำเลยกลับออกไปพบผู้เสียหายที่ 1 โดยพกอาวุธปืนไปด้วยซึ่งอาวุธปืนดังกล่าวนี้จำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่าในวันเกิดเหตุจำเลยพกอาวุธปืนเนื่องจากทราบว่าผู้เสียหายทั้งสองจะมาทำร้ายจำเลย ซึ่งเป็นการตระเตรียมเพื่อจะวิวาทต่อสู้กับพวกผู้เสียหายที่ 1 มาแต่ต้น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเป็นการสมัครใจก่อและเข้าสู้ภัยโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจ แม้ผู้เสียหายที่ 1จะชักมีดออกมาเพื่อจ้วงแทงจำเลยตามทางนำสืบของจำเลย ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะวิวาทกัน จำเลยไม่มีสิทธิใช้ไม้ของกลางตีผู้เสียหายทั้งสองและใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างเหตุป้องกันตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นชอบแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า การกระทำโดยบันดาลโทสะนั้นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72บัญญัติว่า “ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” ซึ่งหมายความว่า จำเลยจะอ้างเหตุบันดาลโทสะได้ต่อเมื่อถูกผู้เสียหายทั้งสองข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า ผู้เสียหายที่ 1มาเรียกจำเลยให้ออกไปชกกันตัวต่อตัวโดยไม่มีพฤติการณ์อื่นซึ่งมิใช่เป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด และด้วยเหตุเพียงเท่านั้นจำเลยถึงกับใช้ไม่ของกลางทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ก่อนการที่ผู้เสียหายทั้งสองทำร้ายจำเลยบ้างจึงเป็นเหตุที่เกิดในขณะสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน ไม่ใช่เป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่าจำเลยทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่เห็นว่าการที่จำเลยใช้ไม้ของกลางซึ่งเป็นไม้กลมยาวประมาณ 1 ศอกตีที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้มีรอยช้ำที่บริเวณท้ายทอยต้องใช้เวลารักษาประมาณ 5 วัน ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์เอกสารหมาย จ.5 นั้น เป็นการใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกาของจำเลยเป็นเรื่องทำร้ายโดยไม่ใช้อาวุธและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็ดเพียงเล็กน้อยข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้”

พิพากษายืน

(นำมาเล่าสู่กัน เทียบเคียงให้ดูเป็นอุทาหรณ์ เพื่อเป็นความรู้เท่านั้น มิได้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว หรือ พาดพิงผู้ใด ข้อเท็จจริงในคดีอาจแตกต่างกันได้ ผลแห่งคดีก็อาจจะแตกต่างกันได้)

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!