สัญญากู้เงินสำเร็จรูป

มาตรา 654 บัญญัติว่าท่านมิให้คิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้นก็ให้ลดลงเป็นร้อยละ 15 ต่อปี ผลของกฎหมายมาตรานี้ก็คือถ้าคู่สัญญาตกลงกันว่าการกู้ยืมเงินคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี กฎหมายถือว่าให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี แต่หลังจากประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 3 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2474 แล้วต่อมาในปีพ.ศ 2475 มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ.ศ 2475 ประกาศใช้บังคับมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่าบุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้มีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นการที่บุคคลทั่วไปให้กู้ยืมโดยตกลงคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่กำหนดว่าเป็นความผิดและมีโทษอาญาจึงเป็นโมฆะไปทั้งหมดไม่ใช่เป็นโมฆะเฉพาะดอกเบี้ยส่วนที่เกินร้อยละ 15 ต่อปี การที่บริษัทผู้ให้กู้คิดค่าบริการครั้งแรกและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินกู้ยืมถือว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยจึงต้องนำไปรวมกับดอกเบี้ยจำนวนที่ระบุในสัญญาเมื่อรวมแล้วเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นโมฆะต้องหักเงินค่าบริการครั้งแรกที่โจทก์เรียกเก็บไปแล้วออกจากต้นเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ (ฎีกาที่ 5298/2551 และ 13835/2553) แต่กฎหมายมาตรานี้ใช้เฉพาะยืมเงินตราเท่านั้นไม่ใช่ในกรณียืมของอื่นเช่นยืมข้าวเปลือก 2 ถังตกลงใช้คืน 3 ถังแม้คำนวณแล้วผลประโยชน์ตอบแทนจะเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ใช้ได้ ฎีกา (1050/2512)

ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะทั้งหมดแต่เงินต้นสมบูรณ์ เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะโจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตามสัญญาแต่ยังมีสิทธิเรียกต้นเงินคืนได้ (ฎีกาที่ 136/2507 และ 567/2536) และมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผู้ผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งฎีกาที่ 3375/2549 ข้อสัญญาที่กำหนดให้ผู้กู้ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้อันเป็นการให้ค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้(ฎีกาที่ 3524/2545)

อนึ่งเนื่องจาก นับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บังคับใช้ โดย ให้ยกเลิก มาตรา 224 เดิม มีผลทำให้ในกรณีไม่ได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ในสัญญาว่าเป็นจำนวนเท่าใด หรือกำหนดไว้แต่เป็นโมฆะเพราะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดได้ ร้อยละ 5 ต่อปี เท่านั้น

ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยล่วงหน้าแล้วนำไปรวมกับเงินต้นในสัญญากู้ บางครั้งเมื่อลูกหนี้มาขอกู้เงินเจ้าหนี้บางรายคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าแล้วนำดอกเบี้ยนั้นไปรวมกับเงินต้นที่แท้จริงและเขียนสัญญากู้ระบุจำนวนเงินต้นที่รวมดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นเงินต้นตามสัญญา ปัญหาว่าสัญญากู้ฉบับนั้นเป็นโมฆะหรือไม่เพียงใด ตัวอย่างโจทย์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้จำนวน 8,000 บาท แต่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้จำนวนดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การว่าเป็นหนี้โจทก์ 30,000 บาท โดยได้ความว่าเป็นหนี้เงินต้น 10,000 บาทส่วนที่เหลือเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นจำนวน 10000 บาทได้ ส่วนอีก 20,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงตกเป็นโมฆะแม้จำเลยจะให้การยอมรับจะชำระหนี้เงินจำนวนนี้ก็บังคับให้ไม่ได้ฎีกาที่ 5781/2533 การที่โจทก์นำดอกเบี้ยล่วงหน้าที่คิดจากจำเลยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ไปรวมเป็นเงินต้นที่กู้ยืมตามสัญญาเฉพาะดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นโมฆะแต่หนี้เงินต้นที่แท้จริงและข้อตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อเดือนยังคงสมบูรณ์สัญญากู้ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับและในส่วนที่สมบูรณ์โจทก์ย่อมนำมาใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องได้ (ฎีกาที่1913 ทับ 2537 และ 178/2549) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมและค้ำประกันกับโจทก์ตามลำดับจำเลยทั้งสองรู้และยินยอมให้โจทก์คำนวณดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเข้าเป็นเงินต้นด้วยนั้นเป็นนิติกรรมที่มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองสัญญากู้ยืมและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้หาเป็นโมฆะทั้งฉบับไม่ เฉพาะดอกเบี้ยเกินอัตรากว่าที่กฎหมายกำหนดและนำไปคำนวณเป็นเงินต้นเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 4690/2540) แต่สัญญาดังกล่าวไม่เป็นเอกสารปลอม (ฎีกาที่ 2657/2534) โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวนดอกเบี้ย 60000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดไว้ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรามาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับเงินต้น 300,000 บาท ที่กู้ยืม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือเงินกู้จำนวน 30,000 บาท อีกส่วนหนึ่งคือดอกเบี้ย 60,000 บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมเงินส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60000 บาทเท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวนเงิน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยนำเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงินสามแสนหกหมื่นบาท สัญญาจำนองประกันหนี้จะมีผลบังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์คือจำนวน 300,000 บาทโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้ (ฎีกาที่ 4372/2545, 178/2559, 1647/2549 และ 7207/2555)

สู้คดีเงินกู้ อย่างไร ให้รอด

        Add Friend   

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!